• MarGetting

แนวคิดด้านการผลิต (Production) ที่มองต่างกัน

🏭 แนวคิดด้านการผลิต #Production ที่มองต่างกัน ... สู่การแข่งขันทางการตลาด #Marketing ที่ไม่เหมือนกัน ...

เมื่อเราทำธุรกิจ หรือทำการตลาดไประยะหนึ่ง จะพบว่า

สิ่งหนึ่งในการแข่งขัน ที่จะทำให้สินค้าหรือบริการของเรา สามารถแข่งขันกับเจ้าอื่น หรือจะชนะคู่แข่งได้ ก็คือ “ ต้นทุนสินค้า “

เพราะถ้าทำให้ต้นทุนสินค้าลดลงได้ โอกาสในการเล่นกลยุทธ์ด้านราคา การทำโปรโมชั่น หรือแคมเปญทางการตลาด ก็มีได้มากขึ้น ซึ่งล้วนนำไปสู่ ผลกำไร ที่เพิ่มขึ้น...


ซึ่งก็ได้มีหลักการทางเศรษฐศาสตร์ #Economy ที่มีแนวคิดด้านการผลิต ที่จะทำให้สินค้าของเรา มีต้นทุนที่ต่ำลงได้ หรือเรียกว่า เกิดจากการประหยัด ...


โดยเรานำมาให้ดู 4 รูปแบบ ที่ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมใช้กัน

ลองดูว่าแนวคิดไหน เหมาะกับการนำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับธุรกิจ หรือสินค้าและบริการของเราได้ ...

#มาร์เก็ตกัน

📌 Economies of Scale คือ การประหยัดจากขนาด


เป็นแนวคิดที่ว่า ยิ่งผลิตสินค้าได้จำนวนมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าลดลง


ที่ต้นทุนลดลง เพราะเกิดการประหยัดจากใช้แรงงานและเครื่องจักร การจัดซื้อ การลงทุน การขนส่ง ฯ ที่มีการใช้ร่วมกันจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยไปเยอะขึ้น ...


(ตัวอย่าง) รูปแบบการผลิต : เช่น เมื่อมีการผลิตเยอะ > ก็มีการสั่งซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก > ลดความเสี่ยงในด้านต้นทุนราคาได้ > ใช้ประสิทธิภาพของเครื่องจักรและคนงานได้เต็มที่ > Fix Cost ถูกกระจายไปตามสินค้า ที่ได้จำนวนมาก > ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง นั้นเอง...


ตัวอย่างสินค้า : เช่น น้ำดื่ม บรรจุขวด

สินค้าที่จะเข้ามาเล่นในตลาดนี้ ไม่สามารถไปเล่นกลยุทธ์ด้านราคาได้มาก เพราะสินค้าประเภทนี้ ราคามีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค สิ่งที่ทำได้จึงต้องมาดูที่ต้นทุนสินค้า ว่าทำยังไง ถึงจะให้ต้นทุนลดลง เพื่อสร้างกำไรเพิ่ม และไปแข่งขันกับเจ้าอื่นได้ (ตลาดนี้แข่งกันหลักสตางค์)

ฉะนั้น สินค้าที่สู้กันด้วยต้นทุน ส่วนใหญ่จึงใช้กลยุทธ์ Economies of Scale


ข้อควรระวัง : เมื่อมีการผลิตที่เยอะเกินไประดับหนึ่ง จะมีจุดที่ไม่สามารถลดต้นทุนได้แล้ว , ในทางกลับกัน อาจทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นด้วย เรียกว่า Diseconomies of scale (*ลองไปศีกษากันต่อนะ)

📌 Economies of Scope คือ การประหยัดจากขอบเขต


เกิดได้จาก 2 จุดประสงค์ คือ

- ต้องการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายอยู่แล้ว

- หรือเพราะ Capacity เหลือ จึงอยากผลิตสินค้าตัวอื่นเพิ่ม (โดยใช้สายการผลิตเดิมที่มีอยู่)


แนวคิดของ Economies of Scope จึงเป็นการประหยัดจากใช้เครื่องจักรและแรงงาน เพื่อให้ได้สินค้าที่มีความหลากหลาย รวมถึงใช้ประสิทธิภาพการผลิตให้คุ้มค่า > ซึ่งอาจมีต้นทุนเท่าเดิม หรือเพิ่มไม่มาก แต่ได้สินค้าหลากหลายมากขึ้น


รูปแบบการผลิตของสินค้าหลากหลาย คือ การแชร์ต้นทุนร่วมกัน เช่น

- การใช้สายการผลิตเดียวกันทุกสินค้า แทนที่จะแยกผลิตแต่ละสินค้า

- การใช้ขนส่งร่วมกัน

- การสั่งซื้อวัตถุดิบพร้อมกัน

- การส่งเสริมการทางการตลาด การขายร่วมกัน และอื่นๆ

ทั้งหมดนี้แหละ เมื่อใช้ร่วมกัน จะทำให้ต้นทุนการผลิตของแต่ละสินค้าลดลง


ตัวอย่างสินค้า : ที่เห็นได้ชัด คือ เครื่องดื่ม แบรนด์อิชิตัน ที่ได้ผลิตสินค้าหลากหลายมาก

โดยอิชิตัน มีสินค้าที่เป็นเครื่องดื่มประเภทชาเขียว 22 SKU (ยังไม่ได้รวมเครื่องดื่มประเภทอื่นๆอีกนะ) ภายใต้การผลิตจากโรงงานเดียวกัน

ดังนั้น การผลิตสินค้าที่ต้องการความหลากหลายแบบนี้ จึงเหมาะสมกับการใช้แนวคิดของ Economies of Scope


ข้อควรระวัง : เมื่อผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายมากเกินไป จากสายการผลิตเดียวกัน การควบคุม การตรวจสอบ และการทำมาตรฐาน อาจทำได้ยากมากขึ้น …

📌 Economies of Speed (การประหยัดจากความเร็ว)


เป็นแนวคิดที่เน้นการผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น จะช่วยให้ต้นทุนสินค้าลดลง และกำไรเพิ่มขึ้น


(ตัวอย่าง) รูปแบบการผลิต : เมื่อผลิตสินค้าได้เร็วขึ้น > ก็ได้สินค้าจำนวนมากขึ้น > เวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่อหน่อยลดลง > ทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง และการได้สินค้าที่เยอะขึ้นสามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้


ตัวอย่างบริการ : เช่น แมคโดนัล เคยบอกว่า เราสามารถผลิต แมคเบอเกอร์ 1 ชิ้น ได้ภายในระยะเวลา 60 วินาที เพื่อตอบสนองการบริการที่รวดเร็ว ให้กับลูกค้าที่เร่งรีบได้ ซึ่งจริงๆเป็นประโยชน์กับตัวแมคโดนัลเอง เพราะจะสามารถรับลูกค้าได้มากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม แต่ยอดขายเพิ่ม


ธุรกิจที่เห็นได้ชัด คือ ร้านบริการรับติดฟิล์มมือถือนี้แหละ ที่สามารถใช้แนวคิด Economies of Speed ได้ เพราะถ้าเราติดฟิลม์ได้เร็วขึ้น จบงานไว โอกาสในการรับลูกค้าก็มีมากขึ้น กำไรเพิ่มขึ้นแน่นอน ...


ข้อควรระวัง : โดยปกติ การเพิ่มความเร็วจากการผลิต อาจส่งผลต่อคุณภาพสินค้าให้ลดลง ฉะนั้น ต้องควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สัมพันธ์กัน คือ ยอมรับในคุณภาพที่ได้ และทำเวลาได้ดีที่สุด

📌 Economies of Experience (การประหยัดจากความชำนาญ)


สำหรับ #SME รายเล็ก ที่ยังไม่ถึงขนาด ต้องไปลดต้นทุนจาก Economies of Scale หรือ Scope

Economies of Experience นี้แหละ เหมาะกับเราที่สุด และเริ่มได้ทันที ...


แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับคนโดยตรง เพราะความชำนาญ เชี่ยวชาญ เกิดจากประสบการณ์ของคน ที่ได้เคยทำมาหรือเรียนรู้มา นำไปสู่ความผิดผลาดหรือความเสียหายจากการผลิต ได้ลดลง > ส่งผลให้ต้นทุนค่อยๆลดลง นั่นเอง ...


(ตัวอย่าง) รูปแบบการผลิต : เมื่อมีความชำนาญ เชี่ยวชาญในการผลิตแล้ว > ก็ผลิตสินค้าได้รวดเร็วและมีคุณภาพมากขึ้น > ได้สินค้าเพิ่มขึ้น ได้งานมากขึ้น > ความเสียหายจากการผลิตลดลง > ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือเท่าเดิม > แต่ได้กำไรเพิ่มขึ้น ...


ตัวอย่างเช่น : สินค้าแฮนด์เมดทั้งหลาย และธุรกิจบริการส่วนใหญ่ เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ หรืออู่ซ่อมรถยนต์ ฯ การใช้ประสบการณ์ จากความรู้ ความชำนาญของพนักงาน จะทำให้ได้สินค้าที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น


ข้อควรระวัง : เรื่องประสบการณ์หรือความชำนาญมีขีดจำกัด ถ้าอยู่กับสิ่งที่ทำแบบซ้ำๆเดิมๆ ฉะนั้น เราต้องมีการฝึกฝน อบรม เรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มเติม ให้กับตัวเราและพนักงาน เพื่อเพิ่มทักษะ Skill ให้มีความหลากหลาย ก็จะช่วยเติมเต็มกระบวนการทำงานให้กับองค์กรได้ ...

💬 แต่ละแนวคิดอาจจะมีรูปแบบและวิธีการที่ต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ มองเรื่องการลดต้นทุน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของฝ่ายการผลิต นั่นเอง ...

สุดท้าย : สินค้าและบริการ อาจใช้หลายแนวคิด รวมกันก็ได้นะ , ไม่จำเป็นต้องใช้อย่างเดียว ...


ขอบคุณ : รูปภาพ ตัวอย่างสินค้าและบริการ ที่ได้ยกขึ้นมาประกอบ

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter