• MarGetting

8 ประเภทความต้องการซื้อ/บริโภคในทางการตลาด (Demand in Marketing)

สินค้าหรือบริการแต่ละอย่าง ก็มีความต้องการซื้อหรือบริโภคที่แตกต่างกัน และแบ่งออกเป็นได้หลายประเภท ซึ่งถ้าเรารู้ว่าความต้องการซื้อ/บริโภค (Demand) ของผู้บริโภคในสินค้าหรือบริการเรา เป็น Demand ประเภทไหน.การวางกลยุทธ์ หรือการนำเสนอในทางการตลาด ก็จะสามารถสร้างออกมาได้ตอบโจทย์ ตรงจุด กับผู้บริโภคของเรามากที่สุด ...



โดย Philip Kotler ได้แบ่งประเภทของความต้องการซื้อหรือบริโภคในทางการตลาด ออกเป็น 8 รูปแบบ ด้วยกัน (ซึ่งต้องบอกก่อนว่า อันนี้เป็นการแบ่งประเภทตามมุมมองทางการตลาดนะ ไม่ใช่มองในมุมทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็มีการแบ่งประเภท Demand ไปอีกแบบ ที่ไม่เหมือนกัน)

ส่วนการนำเสนอในทางการโฆษณา (AD) และประชาสัมพันธ์ (PR) เราก็เพิ่มเติมให้เป็นแนวทาง ...

Negative Demand


คือ ความต้องการซื้อหรือบริโภคเชิงลบ หรืออธิบายง่ายๆได้ว่า " ใจจริงไม่ต้องการซื้อ แต่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซื้อ สินค้าหรือบริการนั้น "

ตัวอย่างเช่น : ยารักษาโรค ประกันต่างๆ ฯ เพราะอย่างที่รู้กันอยู่ว่า สินค้าพวกยา วัคซีน หรือโรงพยาบาล จริงๆเราก็ไม่อยากใช้บริการหรอก แต่เพราะไม่สบาย เจ็บป่วย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้สินค้าหรือบริการนั้น จึงเกิดเป็น Demand ประเภทนี้ขึ้นมา


ดังนั้น แนวทางในการทำโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ในทางการตลาด เพื่อกระตุ้นให้เกิด Demand คือ จะต้องนำเสนอในเนื้อหาเชิงลบ เช่น ความน่ากลัว ความไม่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความกลัว ความกังวล > ก็จะทำให้ผู้บริโภคเกิด Demand มาที่สินค้าหรือบริการ ... " ซึ่งตอนนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า จากความน่ากลัวของไวรัสที่เกิดขึ้น และยิ่งเป็นกระแสเชิงลบมากขึ้นเท่าไหร่ สินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ ก็จะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นเป็นปกติ "

No Demand


คือ สินค้าหรือบริการ ที่ยังไม่มีความต้องการซื้อหรือบริโภค (ในช่วงแรก) ตัวอย่างเช่น อาวุธ เครื่องราง คอร์สสอนภาษาแปลกๆ ฯ ดังนั้น แนวทางของสินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ จึงต้องทำการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ด้วยการสร้างเรื่องราวให้เกิดสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ หรือการเล่าประวัติความเป็นของสินค้าหรือบริการขึ้นมา เพื่อสร้างการรับรู้เชิงบวก


ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปิดคอร์สสอนภาษาอินเดีย(ฮินดี) การนำเสนอทาง AD & PR ก็อาจจะต้องนำเสนอ ถึงจำนวนประชากรที่มีมากเป็นอันดับสองของโลก และจำนวนนักท่องเที่ยว นักธุรกิจชาวอินเดีย ที่เข้ามาในประเทศไทยก็มีจำนวนมาก การเรียนรู้ภาษานี้ก็อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ ...

หรือถ้าเป็นพ่อค้าอาวุธ อย่างที่เรารู้ ก็คือ การสร้างสถานการณ์ การสร้างข่าวความขัดแย้ง เพื่อผู้บริโภคมองถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะได้มีการเตรียมตัวซื้อสินค้าหรือบริการนั้น

Latent Demand


คือ ความต้องการที่ซ้อนแร้น แอบแฝง (พูดง่ายๆ ก็คือ จริงๆมีความต้องการ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ด้วยเหตุผลบางอย่าง) ตัวอย่างสินค้าเช่น มือถือรุ่นใหม่ ทริปท่องเที่ยว สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ฯ


ดังนั้น แนวทางการนำเสนอ AD & PR คือ การนำเสนอข้อเท็จจริง ประโยชน์ที่จะได้รับ การนำเสนอถึงการปรับปรุง พัฒนาของสิ่งใหม่ เพื่อทำให้ผู้บริโภคกล้าเปิดใจ กล้าลองใช้ นั่นเอง


ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ , ผู้ผลิต(แบรนด์) ก็จะมีการนำเสนอเสปคเครื่อง โดยการเปรียบเทียบรุ่นก่อน กับรุ่นใหม่ ว่ามีการพัฒนา การอัพเกรด หรือการใช้งานที่ดีกว่าอย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงการพัฒนา ปรับปรุง และกล้าที่จะเปิดใจลองสินค้ารุ่นใหม่

Declining Demand


คือ ความต้องการซื้อหรือบริโภคที่ลดลง ถดถอย

ตัวอย่างสินค้าเช่น : เพลงไทยเดิม ผ้าไหมไทย ฯ


แนวทางของการนำเสนอ AD & PR คือ จะต้องแสดงให้เห็นถึงคุณค่า แก้นแท้ หรือความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าหรือบริการนั้น

แต่เนื่องจากเป็นความต้องการขาลง ดังนั้น เราจะต้องเสริมแรงกระตุ้นให้กับผู้บริโภคเพิ่มเติมด้วย


ตัวอย่างเช่น : เพลงไทยเดิม ก็ต้องนำเสนอถึงคุณค่า และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดนตรีไทย ถูกทางแล้ว !! แต่ก็ต้องสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เช่น การนำไปประยุกต์เล่นกับเครื่องดนตรีสากล หรือการนำนักร้องวัยรุ่น มาร้องประกอบ เพื่อที่จะดึงกลุ่มผู้บริโภค กลุ่มอื่นๆ เข้ามาช่วยสร้างความต้องการให้เพิ่มขึ้น ...


" ในมุมมองเรา ถ้ายังอยากให้ศิลปะวัฒนธรรมไทยคงอยู่ เราอาจจะต้องยอมให้มีการผสมผสาน ความเป็นสมัยใหม่เข้าไปบ้าง เพราะคนที่จะบริโภคและดูแลต่อ ก็คือ เด็กรุ่นใหม่ และถึงแม้การประยุกต์ จะทำให้ความเป็นเอกลักษณ์ลดลงไปบ้าง แต่เราว่า ก็ยังดีกว่า ที่มันจะหายไปเลย กับคนรุ่นก่อน เพราะยึดติดกับค่านิยมหรือธรรมเนียมแบบเดิม "

Irregular Demand

คือ ความต้องการตามช่วงเวลา เป็นพักๆ เป็นฤดูกาล ตัวอย่างเช่น : โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว กระเช้าของขวัญ ฯ (ก็จะมีช่วง High Season กับ Low Season)


ส่วนแนวทางของการนำเสนอสินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ คือ การเลือกช่วงเวลาในการทำ AD และ PR ไปยังผู้บริโภคให้ถูกช่วงเวลา เพราะว่าความต้องการซื้อหรือบริโภค ของสินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ มีปัจจัยด้านช่วงเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ...


เทคนิคเพิ่มเติม คือ เราสามารถสร้างช่วงเวลาใหม่ขึ้นมา ให้กับธุรกิจเราเองก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาที่มี Demand ของผู้บริโภคอย่างเดียว

ยกตัวอย่างเช่น : eCommerce สร้างช่วงเวลาใหม่มาเมื่อไม่กี่ปี เพื่อการกระตุ้น Demand ให้กับธุรกิจเขา คือ 11.11 12.12


หรือถ้าเป็นกระเช้าสินค้า ที่ปกติ ก็จะมี Demand ช่วงปีใหม่อยู่แล้ว แต่สำหรับในช่วงกลางปี แบรนด์ก็จะนำเสนอ AD & PR ว่าสินค้านี้ ก็เหมาะกับการให้เป็นของขวัญ ของเยี่ยมคนที่เรารักก็ได้ (เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการสร้างช่วงเวลาอื่นๆได้อีก)

Unwholesome Demand


คือ เป็นความต้องการที่เรารู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ยังความต้องการซื้อหรือบริโภค

ยกตัวอย่างเช่น : เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด หรือข่าวที่ส่งผลเสียต่อสังคม ฯ


ฉะนั้น สินค้าหรือบริการ กลุ่มนี้ เราก็ขอไม่แนะนำวิธีการทำการตลาด ...

Full Demand

คือ ความต้องการซื้อหรือบริโภคอย่างเต็มที่ หรือเป็นความต้องการโดยทั่วไปของคนเรา และโดยทั่วไป จะปรับไปตามกลไกอุปสงค์ อุปทานของตลาด ตัวอย่างเช่น : อาหาร เสื้อผ้า (สินค้าอุปโภค บริโภค) ขนส่งสาธารณะ อินเตอร์เน็ต ฯ แนวทางการทำ AD & PR ของสินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ ทั่วไป คือ การนำเสนอถึงข้อดี จุดเด่น ประโยชน์ของสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคจะได้รับ (เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการอยู่แล้ว ในทางการตลาดก็แค่สร้างกระตุ้น หรือสร้างการรับรู้ เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเรามากขึ้น)

Overfull Demand


คือ ความต้องการสินค้าหรือบริการ อย่างล้นหลาม มากมาย

(ถ้าเป็น Overfull Demand จะเลยขึ้นมาจากขั้น Full Demand มา)

ซึ่งถ้าพิจารณาจากกลไกการตลาด คือ อุปสงค์ (Demand) ก็จะมีมากกว่า อุปทาน (Supply) คือ มีความต้องการของผู้บริโภคเยอะ แต่ผู้ผลิตผู้ขายมีน้อย

ตัวอย่างเช่น : ทองคำ น้ำมัน หรือตอนนี้ ก็คือ Mask ฯ


ซึ่งจริงๆ สินค้าหรือบริการกลุ่มนี้ แทบจะไม่ต้องทำ AD & PR ก็ได้ เพราะยังไงก็มีความต้องการมาก มีคนซื้ออยู่แล้ว แต่ถ้าจะนำเสนอ(โดยส่วนใหญ่) ก็คือ การประชาสัมพันธ์ไปในทางการกีดกันทางการค้า หรือการนำเสนอข่าวเชิงลบให้กับสินค้าที่จะมาทดแทน เพราะถ้ามีสินค้าที่มาทดแทนสินค้าเขาได้ , Demand ก็จะลดลง ก็ต้องปรับราคาลงตาม ส่งผลให้การทำกำไร ก็จะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนเดิม

📌 สุดท้าย ถึงแม้จะเป็นการแบ่งกลุ่ม แบ่งประเภทตามความต้องการในทางการตลาด แต่สินค้าหรือบริการบางอย่าง ก็อาจจะเข้ารวมอยู่ได้หลายกลุ่ม หรือสามารถย้ายกลุ่มก็ได้ ไม่มีอะไรตายตัว เพราะก็ขึ้นกับความหลากหลายของสินค้า และปัจจัยภายนอกอย่างอื่นด้วย ...


ตัวอย่างเช่น Mask ปิดจมูก ในช่วงสถานะการณ์ปกติ สินค้านี้ ก็จะอยู่ในประเภท Negative Demand และ Full Demand > แต่ในช่วงนี้ กลับกลายเป็นสินค้าประเภท Overfull Demand ไปแล้ว ... ฉะนั้น ก็ต้องพิจารณาจากสินค้าหรือบริการเราก่อน และค่อยวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายนอก ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือส่งผล กับสินค้าเราหรือไม่ ก็จะนำไปสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดได้ตรงจุด และถูกช่วงเวลา นั่นเอง ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter