• MarGetting

AIDA Model กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ในการหาเสียง

ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งพรรคการเมืองต่างๆนั้น พยายามหากลยุทธ์ในการหาเสียงมากมาย เพื่อที่จะดึงความสนใจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ให้คล้อยตามเห็นด้วย กับแนวคิดและจุดยืนของพรรค ทำให้นโบายต่างๆ ที่ใช้ในการหาเสียงนั้น จะต้องสื่อสารออกมาให้ดูน่าสนใจ ดึงดูด และที่สำคัญ คือ ต้องจดจำพรรคได้ กากเบอร์ถูก การสื่อสาร จึงถูกสร้างออกมาอย่างสร้างสรรค์ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ป้ายหาเสียง ภาพลักษณ์ของพรรค(แบรนด์) หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งก็ต้องบอกว่า เกี่ยวข้องกับหลักการตลาดทั้งนั้น ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่ชื่อว่า #AIDA #Model


โมเดลนี้เป็นยังไง มาร์ดูกัน ... 

AIDA Model กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ในการหาเสียงของพรรคการเมือง


AIDA Model เกิดจากแนวคิดทางการตลาด ที่ว่า ผู้บริโภคจะมีการตอบสนอง ต่อการสื่อสาร เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ผ่านกระบวนการรับรู้ จากการดึงดูดให้เกิดความตั้งใจรับสื่อก่อน เป็นอันดับแรก และเมื่อมีการเสพสื่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ผู้บริโภค เริ่มหันมาให้ความสนใจ อาจมีการค้นหาข้อมูลเองเพิ่มเติม หลังจากนั้น เมื่อมีความสนใจแล้ว ก็จะกลายเป็นความต้องการซื้อ และสุดท้าย คือ การตัดสินใจซื้อ 

กลยุทธ์ในการหาเสียงของพรรคการเมือง จึงนำโมเดลการสื่อสารนี้ มาประยุกต์ใช้ในการหาเสียงได้

ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้ 

1. Attention :ขั้นการดึงดูดให้เกิดความสนใจ (หรือใช้คำว่า Awareness แทนก็ได้ คือ การสร้างการรับรู้) 

พรรคการเมือง นิยมสร้างการรับรู้เบื้องต้น ผ่านสื่อที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายก่อน ทำให้ต้องมี ป้ายหาเสียงตามท้องถนน หรือรถกระจายเสียง เพื่อสร้างการรับรู้และความน่าสนใจเบื้องต้นก่อน ให้เราทราบแค่ชื่อพรรค เบอร์พรรค และหัวข้อนโยบายคราวๆ เท่านั้น


2. Interest :ขั้นการสร้างความสนใจ และน่าติดตาม หลังจากนั้น เมื่อเราเกิดความสนใจ และต้องการหานโยบายเชิงลึกต่อมา แล้วจะหาข้อมูลจากสื่อต่างๆเพิ่มเติม ... ซึ่งพรรคการเมือง ก็ได้สร้างสื่อไว้รอให้ข้อมูลเราอยู่แล้ว เช่น การเปิดปราศรัยใหญ่ การทำโบชัวร์ที่แสดงถึงรายละเอียดเชิงลึก หรือการออกให้สัมภาษณ์ การร่วมดีเบต ตามสื่อทางโทรทัศน์ การจัดทำสื่อออนไลน์ต่างๆ นี้คือ หนึ่งในกระบวนการเพื่อสร้างให้เกิดความน่าใจกับผู้บริโภค


3. Desire : ขั้นทำให้เกิดความต้องการ 

หลังจากที่เรา ผ่านความสนใจและได้รับข้อมูลของพรรคแล้ว เราจะมีทัศนคติเชิงบวกกับพรรคที่เราสนใจ แต่ขั้นนี้ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของพรรคการเมือง เพราะเป็นช่วงที่เรากำลังจะตัดสินใจเลือกแล้ว , ทำให้กลยุทธ์ของพรรคการเมืองที่ชอบทำ คือ การชูโนบายที่น่าตื่นเต้น ที่พิเศษ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อจับกลุ่มคน 2 พวก คือ 1.ผู้ที่ยังไม่มีพรรคใดอยู่ในใจ  2.เพื่อทำให้คนเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคเราได้ 

(เปรียบเหมือนในทางการตลาด ช่วงนี้ คือ ช่วงปิดการขาย , เช่น ถ้าลูกค้ายังลังเล ยังไม่อยากซื้อสินค้า เราจะต้องเสนอโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าทันที เพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น นั้นเอง )

 

4. Action : ขั้นการลงมือทำ 

คือ ขั้นสุดท้าย ที่พรรคการเมืองต้องการให้เรากากเบอร์ของพรรคเขา หรือในทางการตลาด ก็เป็นการตัดสินใจซื้อสินค้า นั่นเองครับ

ซึ่งสุดท้าย การโฆษณาหรือการสื่อสารทุกอย่าง ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งโดยส่วนมาก สื่อที่เกิดจากสร้างของตัวพรรคการเมืองเอง มักจะบ่งบอกแต่ด้านที่ดีของตัวเอง และจะซ่อนด้านที่ไม่ดีเอาไว้ ฉะนั้น เราควรเสพสื่อ หาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง ที่เชื่อถือได้และเป็นกลาง ก็จะทำให้เราเห็นมุมมองด้านอื่นๆได้


เฉกเช่นเดียวกับการตลาด สื่อที่ถูกสร้างจากแบรนด์เอง มักจะเปิดเผยแต่จุดเด่นของสินค้าด้านเดียว แต่ถ้าเราอยากฟังจุดด้อย เราก็ต้องไปหาข้อมูลจากผู้ที่เคยใช้งานมาแล้ว หรือ Influencer รีวิวสินค้าที่เป็นกลาง หรือจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการสร้างของแบรนด์ ก็จะทำให้เราเห็นมุมมองอีกด้าน นั่นเอง

Reference : นิเทศสยามปริทัศน์ - กลยุทธ์การโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทย

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter