• MarGetting

Buddha-Marketing : พุทธมาร์เก็ตติ้ง

เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่สำคัญทางพุทธศาสนา ...

เลยขอใช้โอกาสนี้ให้แง่คิดทาง #ธรรม ในมุมมองของ #การตลาด


" พุทธศาสนา สอนให้ละ ตัณหา "


ตัณหา หมายถึง ความต้องการ ความอยาก ที่เกิดจากการสัมผัสและเวทนา ทั้งทางกายและใจ แล้วหลงยึดว่าเป็นเรา ซึ่งทางพุทธศาสนา แบ่งตัณหาได้เป็น 3 อย่าง คือ


➊ กามตัณหา : ความอยากในกาม (ที่เป็นกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าพอใจ)

- คนเราต้องการเห็นรูปที่สวย

- คนเราต้องการได้ยินเสียงที่ไพเราะ

- คนเราต้องการกลิ่นที่หอม

- คนเราต้องการรสชาติที่อร่อย

- คนเราต้องการสัมผัสที่นุ่มนวล


➋ ภวตัณหา : ความอยากมี อยากเป็น ซึ่งเป็นความต้องการให้เกิดขึ้นตามรูปธรรม ที่ตนเองได้ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทางจิตใจ

เช่น การอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ความฝันที่อยากเป็นนู้นนี่นั่น


➌ วิภวตัณหา : ความอยาก ในการไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เป็นความอยากในการหวังไม่ให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับตนเอง

เช่น การไม่อยากมีชีวิตอยู่ การไม่อยากเป็นคนจน

(ซึ่งจริงๆ ก็มีตัณหา ซ้อนอยู่ในความไม่อยาก)

ตัณหาทั้ง 3 แบบนี้ เป็นความจริงที่คนเรามี ซึ่งพุทธศาสนา สอนให้ละตัณหา(กิเลส)



" แต่การตลาด สอนให้สร้าง ตัณหา "


หลักกลยุทธ์ทางการตลาด ก็เกิดจากการสังเหตุเห็นถึงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติของคนเรานี้แหละครับ มาสร้างเป็นกลยุทธ์ในทางการตลาด , ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับ ตัณหา ในทางธรรมะ โดยไม่รู้ตัว ...

กามตัณหา => ในทางการตลาด จึงกลายเป็นการสร้างกลยุทธ์ทาง Functional คือ จับต้อง รับรู้ได้ ด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย (ทางรูปธรรม)

- เพราะคนเราอยากเห็นรูปที่สวย : แบรนด์เสื้อผ้า จึงต้องมีการถ่ายรูปภาพนางแบบสวมใส่สินค้า เพื่อให้ผู้บริโภค เห็นถึงว่า ถ้าคุณมีเสื้อผ้าของเรา แล้วจะดูดีเหมือนรูป


- เพราะคนเราอยากได้ยินเสียงที่ไพเราะ : แบรนด์จึงมีการแต่ง Jingles หรือเพลงให้กับสินค้า เพื่อสร้างความจดจำทางเสียงที่น่าฟังให้กับผู้บริโภค เช่น ทุกคนน่าจะจำเสียงรถขายไอติมวอล์ได้ จำเพลงนมถั่วเหลืองแลคตาซอยได้


- เพราะคนเราอยากได้กลิ่นที่หอม : ร้านแฟชั่นแบรนด์เนม จึงมีการฉีดน้ำหอม สเปรย์ที่เป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของเขาไว้ เพื่อลูกค้าจดจำได้และดึงดูดเข้าร้าน


- เพราะคนเราอยากได้รสชาติที่ดี : ธุรกิจขายของกิน จึงต้องมี ตัวอย่างขนมหรืออาหารให้ลองชิมก่อน การตัดสินใจซื้อ และถ้าคุณได้ลองชิมแล้ว ก็เท่ากับว่าเขาได้สร้างตัณหาให้คุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โอกาสในการซื้อก็จะมากขึ้น นั้นเอง


- เพราะคนเราอยากได้สัมผัสที่ดี : การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าจึงต้องทำออกมาให้ดูดี น่าถือ น่าใช้ , หรือสินค้าอย่าง Smart Phone ที่เราใช้กันอยู่ก็เกิดจากความต้องการของมนุษย์ ที่อยากได้มือถือที่บางเบา ทัชสกรีนง่าย ซึ่งก็เกิดจากการออกแบบเพื่อให้สัมผัสที่ดีกับมือเรา


ภวตัณหา และ วิภวตัณหา => ในทางการตลาด จึงเป็นการสร้างกลยุทธ์ทาง Emotional คือ รับรู้ได้ด้วยทางใจ ทางอารมณ์ ความรู้สึก (ทางนามธรรม)

เช่น ภวตัณหา ของสินค้าประเภทอาหารเสริม ก็จะนำเสนอเรื่องสุขภาพที่ดี จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การได้อยู่กับลูกหลาน ช่วงสูงอายุ , ซึ่งทำให้ผู้บริโภค เกิดความอยากที่จะมีชีวิต(ภว)แบบนั้น เราจึงเลือกซื้ออาหารเสริมทาน ...


ส่วน วิภวตัณหา ส่วนใหญ่ก็จะเจอในโฆษณาประกันทั้งหลาย ที่ชอบเสนอมุมมองด้านความกลัวให้กับผู้บริโภค


เช่น ถ้าเกิดคุณไม่ทำประกันชีวิตติดตัวไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อาจเกิดความเสียหายกับคนที่เรารักก็ได้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่ดูแล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นกับเรา ...


การตลาดจึงตอบสนองตัณหา ได้เป็น 2 ทาง คือ Functional และ Emotional


เช่น บางคนเลือกใส่นาฬิกาหรู เพื่อบ่งบอกถึง สถานะทางสังคม ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ซึ่งนี้เป็นคุณค่าทางจิตใจ (Emotional Benefit)

แต่บางคนเลือกใส่นาฬิกาอะไรก็ได้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงของนาฬิกา (Functional Benefit) คือ การบอกเวลาที่เที่ยงตรง ต่างหาก


การตลาดขั้นสุด จึงต้องพยายามสร้างตัณหาที่เป็นด้านจิตใจ (Emotional) ไปสู่ผู้บริโภคให้ได้ เพราะมันสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า แต่ถ้าใครสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทั้งทาง Functional และ Emotional ก็คือ คุณได้ใจของลูกค้าไปครองแล้ว ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter