• MarGetting

ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ในทางการตลาด/ธุรกิจ

ทฤษฎีสมคบคิด Conspiracy Theory คืออไร ?

ทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็นที่นิยมและพูดถึงกันมาก ?


ทฤษฎีสมคบคิด (conspiracy theory)


คือ การดำเนินงานหรือภารกิจด้วยความลับ ไม่เปิดเผยกลยุทธ์ หรือวิธีการให้คนภายนอกรู้ โดยอาศัยกลุ่มคนหรือองค์กร แบ่งหน้าที่ในการดำเนินงาน ตามที่ได้รับมอบหมายที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนจะรู้ว่า จุดประสงค์หรือเป้าหมายของภาระกิจ คืออะไร เพื่อให้เห็นภาพรวมของภาระกิจนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงกลยุทธ์นี้ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายทาง เช่น การเมือง การปกครอง การต่อสู้แข่งขัน การประชาสัมพันธ์ การบริหารการจัดการ ฯ แต่ในที่นี้ เราจะพูดเฉพาะในมุมมองทางการตลาด ทางธุรกิจ เท่านั้นนะ

แนวคิดของทฤษฎีสมคบคิด ในทางการตลาด-ธุรกิจ

1. การใช้กลุ่มคน หรือเสียงของผู้มีอิทธิพล

ในความหมายของการสบคบคิด ก็คือ ต้องใช้บุคคลจำนวนหนึ่ง (ที่มีมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป) มาช่วยดำเนินงานหรือภารกิจ ซึ่งงานนั้น ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เพียงคนเดียว (นี้จึงเรียกว่า การสมคบคิดกัน) ผ่านการใช้งานแต่ละบุคคล แบ่งหน้าที่กัน ตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อทำภาระกิจของแต่ละคน ส่วนการวัดผลของแต่ละคน ก็จะแตกต่างกันตามงาน

เช่น คนนี้เป็นตัวหลอกล่อ คนนี้เป็นตัวประสานงานเจรจา คนนี้เป็นตัวปิดจ๊อบฯ แต่สุดท้าย คือ ทุกคนมีวัตถุประสงค์ อย่างเดียวกัน ...

ตัวอย่างเช่น : การจ้าง Influencer หรือ Celebrity ให้แอบรีวิวสินค้า (หรือ Tei-In) นี้เป็นการสมคบคิดกับผู้ที่มีอิทธิพลในทางการตลาด จุดประสงค์คือ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือแบรนด์เรา ... หรือบางร้านค้า ที่เราเห็นว่า มีคนต่อคิวหรือมุงซื้อสินค้ากันเยอะๆ บางที่อาจจะเป็นหน้าม้าของร้านค้าเอง ที่จ้างกลุ่มคนให้มาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความน่าสนใจ และดึงดูดลูกค้าคนอื่นๆ เข้ามาที่ร้าน ...


2. การหาจุดเชื่อมโยงและจุดหมายร่วมกัน

ก่อนอื่น เราจะต้องหาจุดเชื่อมโยง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับคนที่เราต้องการจะสมคบคิดด้วยก่อน โดยจุดเชื่อมโยง ที่ดีที่สุดของมนุษย์เรา ก็คือ ความคิด (Mindset)

เพราะส่วนใหญ่คนที่มีความคิดเหมือนกัน ก็มักจะจับกลุ่ม มีความสัมพันธ์อยู่กับบุคคลที่มีความคิด ความเชื่อเหมือนกัน (นี้เป็นสัจธรรม) เช่น พิธีกรรมการทางศาสนา หรือแนวปฏิบัติของลัทธิความเชื่อต่างๆ จึงทำให้คนเรามาร่วมตัวกัน และเกิดการยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากความคิด ความเชื่อในแบบเดียวกัน

ส่วนในทางธุรกิจ จุดเชื่อมโยงหลัก ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีของคนใกล้ตัว และผลตอบแทน(ตัวเงิน) ซึ่งเรามักจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ หุ้นส่วนที่ประกอบธุรกิจด้วยกัน ก็มักจะมาจากเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้อง ซึ่งล้วนเกิดจากความสัมพันธ์อันดีกับคนใกล้ตัว ทั้งนั้น

แต่นอกจากจุดเชื่อมโยงแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมี จุดหมายร่วมกัน เพราะจุดเชื่อมโยง มีหน้าที่แค่ ทำให้คนเรามาเจอกัน เกิดความสัมพันธ์กัน เท่านั้น , แต่จุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน ต่างหาก จะทำให้คนเรา ร่วมมือกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างเดียวกัน ...

ดังนั้น ในการดำเนินงานหรือทำภารกิจ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตั้งเป้าหมายร่วมกัน และประกาศให้ชัดเจนว่า คืออะไร ทำเพื่ออะไร และทำแล้วแต่ละคนจะได้อะไร ? สำหรับคนที่มีจุดเชื่อมโยงและเป้าหมายอย่างเดียวกัน ก็จะเกิดการร่วมมือและสมคบคิดกัน ตัวอย่างเช่น : ธุรกิจเครือข่าย MLM : มักจะใช้กลยุทธ์นี้ คือ การสร้างจุดเชื่อมโยงของกลุ่มคน จากคนรู้จัก จากเพื่อนฝูง จากคนใกล้ตัวก่อน เพื่อต่อยอดทางธุรกิจหรือสร้างสายงานร่วมกัน ผ่านการเชื่อมโยงจากการสร้างความสัมพันธ์อันดี และเมื่อเกิดการเชื่อมโยงแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน เช่น ให้เรามองหาความมั่งคง หรือผลลัพทธ์ของอิสรภาพที่ได้จากงานนี้ ...

3. การใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริงประกอบ

*เฉพาะในส่วนที่เป็นประโยชน์กับเรา


แนวคิดนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลจริง มาประกอบเสริม เพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ที่จับต้องได้ แต่การใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริงนั้น เราจะเลือกใช้เฉพาะในส่วนที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเรา เท่านั้น , แต่ในส่วนข้อมูล ข้อเท็จจริงอื่นๆ (ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง) แต่ข้อมูลนั้น ไม่เกิดประโยชน์ หรือยิ่งทำให้เกิดการขัดแย้งกับงานเรา ก็จะไม่ใช้มาประกอบ > แถมยังต้อง บิดเบือน ปรับแต่งข้อมูลส่วนนี้ ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเราแทน ...

ตัวอย่างเช่น : การประชาสัมพันธ์ โดยการบิดเบือนความผิดที่บริษัทก่อขึ้น

เมื่อแบรนด์ถูกกล่าว หรือถูกโจมตีจากผู้บริโภค หรือบุคคลภายนอก (ในกรณีที่เป็นความผิดพลาดจริง) สิ่งที่แบรนด์ต้องออกมาทำ คือ การประชาสัมพันธ์โดยการนำเสนอข้อมูลจริงที่ผิดพลาด แต่เป็นประโยชน์กับแบรนด์ และแต่งเรื่องบิดเบือนในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์กับแบรนด์ หรือการเปลี่ยนประเด็น ไปในทางอื่น เพื่อกลบกลืนประเด็นที่ผิดพลาด โดยอาศัยกลุ่มคนที่มีอิทธิพล สร้างกระแส หรือสื่อมวลชนช่วยในการประชาสัมพันธ์


หรือการขายสินค้า ที่ผ่านการโชว์/สาธิตการใช้สินค้า ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงประสิทธิภาพของสินค้า รู้หรือไม่ ? บางที่อาจจะมีการเตรียม การทดลอง หรือการใช้เครื่องมืออื่นแอบช่วยไว้ก่อนอยู่แล้ว ก่อนที่จะมีการโชว์/สาธิต เพื่อให้เป็นไปด้วยดี ราบรื่น และแสดงให้เห็นว่าสินค้าดีจริง (ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า สินค้าดูน่าสนใจ และอยากได้ผลลัพธ์ตามที่เขาโชว์/สาธิต) ซึ่งปกติผู้ขาย ก็มักจะบอกแต่ข้อมูลที่ดีเพียงด้านเดียว แต่จะไม่เปิดเผยข้อด้อยของสินค้า

ทำไมแนวคิดนี้ถึงเป็นที่นิยม และนี้คือยุคของการสมคบคิด (Age of Conspiracy)

📌 สื่อออนไลน์ / Digital Media

การเกิดขึ้นของสื่อโซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ ที่สมัยนี้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย อย่างอิสระ นี้แหละ คือ เครื่องมืออันดี ที่ทำให้ยุคคนี้มีแต่การสมคบคิดกัน ...


เราจะเห็นการโพส การประกาศจุดยืนฯ เห็นมุมมองแนวคิด ของสถานะเพื่อนๆเรา แล้วก็ทำให้เกิดการเชื่อมโยงของคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ก็จะปฏิสัมพันธ์ พูดคุย และร่วมตัวกัน รวมถึง เนื้อหาที่เราชอบเสพในโลกออนไลน์ ซึ่งบางอย่างอาจเป็นข้อมูล-ข้อเท็จจริง เพียงด้านเดียว เท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นด้านที่ส่งผลประโยชน์กับคนที่สร้างเนื้อหา แต่อีกด้าน ที่เขาไม่เปิดเผย เราก็จะไม่รู้ ทำให้การประเมินและตีความเนื้อหาไปอีกแบบ และก็ตกเป็นกลุ่มคนที่สมคบคิดกันได้ง่าย


📌 แนวคิดนี้ เล่นกับธรรมชาติของคน


ประเด็นแรก คือ คนเราจะชอบมองแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อคนเรามองเห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ก็จะทำให้เห็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของแต่ละคน ... ซึ่งจะส่งผลให้คนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มาร่วมตัวกันได้ง่าย ที่จะมาทำภาระกิจร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแบบเดียวกัน ...

เช่นสมัยนี้ เราจะเห็นว่า การรวมตัวกันของกลุ่มคน เพื่อทำอะไรสักอย่าง ทำได้ง่ายมาก เมื่อสิ่งที่ทำนั้น ตรงกับผลประโยชน์ส่วนตัว ก็พร้อมที่จะออกมารวมตัว ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของคนเรา ดังนั้น แนวคิดของทฤษฎีสมคบคิด จึงเลือกใช้จุดนี้ ตั้งเป็นเป้าหมายไว้ในภาระกิจ เพื่อให้คนที่มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน เกิดการรรวมตัวกัน เพื่อทำภารกิจ ประเด็นที่สอง คือ คนเราชอบเชียร์ " มวยรอง " เป็นส่วนใหญ่ของคน ที่จะชอบแอบเข้าข้างผู้ที่อ่อนแอกว่า ผู้ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อให้การแข่งขันนั้นดูสนุกสูสี กลยุทธ์ในการสมคบคิด บางครั้งจึงได้สร้างสถานการณ์ให้ตัวเองดูอ่อนแอก่อน เพื่อให้คนภายนอก ดูน่าสงสาร น่าเชื่อถือ และเกิดการปุกปั่นกระแสให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

จุดอ่อนของทฤษฎีสมคบคิด :


1. เมื่อความจริงทุกอย่างปรากฎ สิ่งที่ทำมาก็อาจจะไร้ความหมาย หมดคุณค่าในตัวเอง ... 2. เนื่องจากแนวคิดนี้ ต้องใช้กลุ่มคน (หลายบุคคล)ในการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้สูง (Human Error) เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง อาจทำให้คนเราเปลี่ยนใจ 3. แนวคิดนี้ มุ่งเน้นที่การบรรลุเป้าหมายมากเกินไป ไม่ค่อยสนใจวิธีการ ว่าจะผิดศีลธรรม จริยธรรมหรือไม่ รวมถึง ไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้ดำเนินงาน > ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะใช้เป็นกลยุทธ์ในระยะยาว และเหมาะสำหรับใช้เฉพาะบางสถานการณ์ เท่านั้น ...

💬 สุดท้าย : เหรียญ ย่อมมีสองด้าน อย่ามองแค่ด้านที่โชว์ขึ้น ด้านเดียว , แต่เราจะต้องประเมินให้ได้ว่า อีกด้านหนึ่ง คืออะไร ... การสมคบคิด ก็จะไม่มีผล ถ้าเรามองเห็นมันรอบด้าน ... และจริงๆ Conspiracy Theory เราควรเรียกมันว่า " แนวคิด " มากกว่า , ไม่ควรใช้คำว่า " ทฤษฎี " เพราะคำว่า ทฤษฎี จะต้องมีหลักเหตุ-ผล มีการวัดผลลัพธ์ได้ และให้ผลค่อนข้างเที่ยงตรง ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter