• MarGetting

การดูว่าโพส Facebook ของเราว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน

วัดได้จาก Engagement Rate = % การมีส่วนรวม

ถ้าตอนนี้ ธุรกิจหรือแบรนด์เรา มีฐานแฟนเพจมาก อัตราการมองเห็นต่อโพสสูง แต่กลับไม่สามารถสร้างยอดขาย หรือสร้างความสนใจจากแฟนเพจได้ , ซึ่ง % การมีส่วนรวม นี้แหละจะบอกเราได้ว่า คุณภาพของเนื้อหาในโพสเรา มีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

โดยสูตร : Engagement Rate = (Total Engagement Users / Total Reach) x 100


📌 จากตัวอย่าง (ในรูปภาพ) ทำให้เห็นว่า ?

(กรณีนี้ เราสมมุติ Algorithm ให้อัตราการมองเห็นโพสเป็น 10% ของยอดแฟนเพจทั้งหมด)

เพจ A ที่มีฐานแฟนเพจหลักแสน แต่กลับได้ Engagement Rate แค่ 10 %

ส่วนเพจ B ที่มีฐานแฟนเพจหลักพัน แต่กลับมี Engagement Rate ถึง 30 %


แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาหรือ Contents ของโพส จากเพจ A มีอัตราส่วนรวมน้อยกว่า เพจ B ซึ่งมันบ่งบอกถึงคุณภาพได้ ...

นี้แหละจึงทำให้ การทำการตลาดผ่าน #Influencer หรือ Micro Influnecer เกิดขึ้น เพราะพวกเขาเป็นแหล่งกระจายข้อมูลที่มีดี มีคุณภาพและบอกต่อได้อย่างประสิทธิภาพ ถึงแม้จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มเล็กๆ ...


ข้อดีของ Engagement Rate อีกย่าง คือ สามารถเปรียบเทียบ โพสในเชิงช่วงเวลาได้

เช่น โพสตอนดึกๆ อัตราการมองเห็น (ยอด Reach) จะต่ำ เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับช่วงเวลากลางวัน

แต่ถ้าเราลองมาโพสตอนช่วงดึกดู ถ้าโพสนั้นได้ยอด Engagement Rate เท่ากันหรือมากกว่า Engagement Rate ที่โพสตอนกลางวัน แสดงว่าโพสนั้น เป็นโพสที่มีเนื้อหาคุณภาพ ...

(แล้วค่อยเลือก Contents นี้ ไปยิงแอด ก็ได้นะ เป็นการทดสอบ Contents อีกวิธีหนึ่ง)

📌 สุดท้าย การตลาดยุคนี้ " คุณภาพ ต้องมาก่อน ปริมาณ "

ตัวเลขของ #Engagement Rate ไม่มี % ที่เป็นมาตรฐานตายตัว ว่าเท่าไหร่ถึงจะดี ขึ้นอยู่กับ อุตสหกรรม ธุรกิจ สินค้าหรือบริการ ...

เช่น ธุรกิจสื่อ สำนักข่าว Engagement Rate จะสูงเกือบ 20-30% เป็นปกติ

แต่ถ้าเป็น ธุรกิจขายของออนไลน์ Engagement Rate เกิน 10% (ผมว่าก็โอเคแล้วนะ)


ฉะนั้น ควรเปรียบเทียบเฉพาะในธุรกิจเดียวกัน , หรือแนะนำ ให้เก็บเป็นข้อมูลทุกเดือน เพื่อหาค่าเฉลี่ยมาตรฐานของตัวเอง เราจะได้ทราบว่า เนื้อหาที่เราโพสไปใหม่ มีคุณภาพไหม เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย ...


Engagement Rate จึงเป็นตัววัดผลที่แท้จริง ที่เราใช้ยึดเป็นตัวชี้วัด (Key) ในการประเมินการทำการตลาดผ่าน Facebook ในเชิงคุณภาพได้

ไม่เหมือนการวัดผลจากอัตราการมองเห็น (% จากยอด #Reach) ที่เป็นเชิงปริมาณ และที่สำคัญ คือ เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย , ทั้ง Algorithm ของ Facebook ที่ปรับลดอัตราการมองเห็นของโพส ไปเรื่อยๆ (นอกจากคุณจะจ่ายเงินโฆษณานะ ฮาๆ)

ทำให้เราต้องมาหา key metric ที่เป็นมาตรฐาน และสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ทุกช่วงเวลา ซึ่งผมว่า Engagement Rate นี้แหละ สามารถบ่งบอกเราได้ และคนทำเพจจะได้ไม่ต้องไปกังวล กับการปรับเปลี่ยน Algorithm ของ #Facebook นั่นเอง ...

เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคเสพข้อมูล ข่าวสาร สื่อ หลากหลายช่องทางมาก นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ จึงควรหันมาให้ความสนใจกับการทำเนื้อหาเชิงคุณภาพก่อน แล้วจึงค่อยขยายไปเชิงปริมาณ

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter