• MarGetting

MINDSET : สิ่งที่ต้องปรับอย่างแรกในการทำธุรกิจ คือ ความคิด

สำหรับในปี 2020 นี้ คงมีหลายท่านคิดว่าน่าจะเหนื่อยมากขึ้น สำหรับการทำธุรกิจ การตลาด เพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีกบ้าง ? และเราก็เห็นอย่างนั้นครับ ใช่ ! เหนื่อยแน่ ถ้ายังคิดแบบเดิม !!!

ซึ่งสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยนั้น มันไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอก (สภาพเศรษฐกิจ) เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ส่งผลโดยตรง อย่างมีนัยสำคัญ ก็คือ “ ความคิด ของเรานี้แหละ “ เพราะถ้าเราคิดว่าเหนื่อย มันก็จะเหนื่อยแบบที่คิด แต่ถ้าคิดว่า มันคือความท้าทาย ถึงแม้จะยากลำบาก เราก็จะรู้สึกสนุกไปกับมัน ...

โดยความคิดหรือแนวคิดของคนเรานี้ เกิดจากการนำสิ่งหรือเหตุการ์ที่เราได้รับรู้มา ผ่านการประมวลผลและแปรความ จากประสบการณ์ ความรู้ มุมมอง ทัศนคติ ความเชื่อ ปัจจัยส่วนบุคคลต่างๆ ฯลฯ ... แล้วถูกแปรออกมาเป็นความคิด ความเห็น มุมมองของแต่ละคน ทำให้ข้อมูลที่ได้รับรู้มา ถึงแม้จะเป็นอย่างเดียวกัน แต่ก็อาจจะแปรความหมายได้ต่างกัน !


เช่น ถ้าเราลองไปดูภาพศิลปะ แต่ละคนจะสามารถบรรยายภาพๆเดียวกัน ได้หลากหลายแง่มุม หรือแม้แต่สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ในการทำธุรกิจ บางคนเห็นวิกฤต บางคนเห็นโอกาส เห็นช่องทางใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะปัจจัยส่วนบุคคล (ที่บอกไปข้างต้น) ที่เรามีแตกต่างกัน จึงทำให้การตีความได้ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ คือ เราสามารถป้อนข้อมูล เพื่อเปลี่ยนมันได้ เช่นกัน ...

โดยในทางจิตวิทยา เรียกสิ่งนี้ว่า Mindset หรือ กรอบความคิด นั่นเอง ... ซึ่งถ้าพูดถึงกรอบความคิดแล้ว ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่ใหญ่และครอบคลุมหลายด้านในการใช้ชีวิตของคนเรา ... แต่บล็อกเรา ก็จะแชร์เฉพาะใน Mindset ของผู้ประกอบการและการทำงาน เท่านั้นนะ #มาร์เก็ตกัน

ถามว่าทำธุรกิจยุคนี้ ทำไมต้องปรับ Mindset ?


คำตอบคือ การทำธุรกิจยุคนี้ ไม่เหมือนกับ ยุคก่อนที่ผ่านมา เพราะองค์ความรู้ (หรือข้อมูล)ในการทำธุรกิจ ที่เราใช้มันมาประกอบและแปรความออกมานั้น มันไม่สามารถใช้องค์ความรู้หรือข้อมูลเดิม รันตัวธุรกิจไปได้ตลอด เหมือนสมัยก่อน ...

เนื่องจากยุคนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล หรือองค์ความรู้ได้อย่างอิสระ ทำให้ทั้งคู่แข่งและผู้บริโภค มีความรู้ที่เท่าทันกัน และเมื่อมีองค์ความรู้ หรือมีข้อมูลที่เท่ากัน ความได้เปรียบทางการแข่งขันจึงไม่ต่างกันมาก ส่งผลให้ธุรกิจแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ แล้วต่อมาก็จะทำให้องค์ความรู้นั้น มันใช้งานได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น รวมถึงความพร้อมของเทคโนโลยี การเข้ามาของคู่แข่งจากทั่วโลก ที่เข้าทดแทนกันได้อย่างอิสระ ก็จะทำให้องค์ความรู้เก่าๆ ยิ่งหายไปอย่างเร็วขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการความเหนือกว่า ก็ต้องต่อยอดและพัฒนาตัวเอง ให้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ และข้อมูลที่มากกว่าคนอื่น ...

ยกตัวอย่างเช่น : สมัยก่อน การทำการตลาด การลงโฆษณาใน Facebook หรือ Google Ad เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการค่อนข้างเข้าใจยาก ต้องไปลงเรียน หาความรู้กับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ถึงจะทำเป็น แต่ปัจจุบัน เรื่องนี้กลับกลายเป็นความรู้พื้นฐานของธุรกิจ และผู้ประกอบการสมัยใหม่ ที่สามารถศึกษา เข้าถึง และทำได้ด้วยตนเองแล้ว ... นี้แหละคือ ธุรกิจเมื่อมีองค์ความรู้ที่เทียบเท่ากัน ความรู้นั้นก็กลายเป็นความรู้เก่า ความรู้พื้นฐาน ที่ใครๆก็เข้าถึงได้ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่มีใครได้เปรียบกันเกินไป และแน่นอนก็ต้องมีบางธุรกิจ ที่ต้องการความเหนือกว่า (ต้องการความได้เปรียบทางการแข่งขัน) จึงต้องแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติม เพื่อที่จะนำมาใช้ ให้แซงหน้าคนอื่น นั่นเอง ...


ดังนั้น ยุคนี้จึงเป็น ยุคแห่งความคิด ที่ได้สร้างทั้งตัวธุรกิจและผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นมากมาย เพราะลึกๆแต่ละคน ก็คิดที่จะต้องการพัฒนาให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ... แต่การจะเข้าไปเรียนรู้ พัฒนาต่อยอด จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่มี Mindset ในการพัฒนาให้มากพอ

ซึ่งก็ตรงกับหลักการของ Carol Dweck (นักวิชาการ ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด)

ที่บอกว่า Mindset ของคนเราจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ก็คือ Fixed Mindset และ Growth Mindset

Fixed Mindset คืออะไร ?

คือ แนวคิดของการยึดติดกับสิ่งเดิม กรอบเดิมๆ หรือการไม่ยอมเปิดรับสิ่งใหม่ และเป็นความเชื่อที่ว่าคนเรา ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้

Growth Mindset คืออะไร ?

คือ แนวคิดของการพัฒนา การอยากเรียนรู้ หรือการปรับตัว และเป็นความเชื่อที่ว่าคนเรา สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นได้

Carol Dweck ได้บอกว่า ทั้ง 2 Mindset นี้ มีมุมมอง/แนวคิด ที่ต่างกันอย่าง เช่น

ด้านความท้าทาย Fixed Mindset : จะชอบหลีกเลี่ยงความท้าทาย Growth Mindset : มองความท้าทาย เป็นเรื่องที่น่าลอง น่าตื่นเต้น


เมื่อเจออุปสรรค Fixed Mindset : จะยอมแพ้ง่ายๆ Growth Mindset : มองว่ามันต้องผ่านไปได้ จะลุยต่อ


ด้านความพยายาม

Fixed Mindset : ไม่เห็นต้องพยายามเลย เพราะถ้าพยายาม แสดงว่ายังไม่ดีพอ Growth Mindset : มองความพยายาม เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ


ด้านการวิจารณ์

Fixed Mindset : ไม่ยอมรับการวิจารณ์เชิงลบ หรือฝ่ายตรงข้าม Growth Mindset : เปิดรับ และเรียนรู้จากการวิจารณ์


ด้านความสำเร็จของผู้อื่น Fixed Mindset : ถากถางความสำเร็จของผู้อื่น Growth Mindset : เรียนรู้และหาแรงบันดาลใจ จากความสำเร็จของผู้อื่น


ดังนั้น ในการทำงาน ทำธุรกิจ เราควรจะปรับเป็นแนวคิดแบบ Growth Mindset คือ มั่นศึกษา พัฒนา เรียนรู้ ต่อยอดในสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ในการทำงานหรือทำธุรกิจ ให้กับตัวเองตลอดเวลา เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน มุมมองเปลี่ยน ก็จะส่งผลให้พฤติกรรมหรือการกระทำของเราเปลี่ยนไปตาม ... ฉะนั้น เราต้อง Lifelong Learning ...

3 วิธีคิดที่แนะนำ กับการปรับเป็น Growth Mindset ...

ลดการคิดเชิงเปรียบเทียบ

เพราะเมื่อไหร่ที่เราคิดแบบเปรียบเทียบ เรามักจะได้ข้อสรุปว่า ดี-ไม่ดี หรือ ใช่-ไม่ใช่ , บางที่การเปรียบเทียบ จะทำให้เรามองไม่เห็น คุณค่าของทั้งสองฝั่งที่มี ซึ่งจริงๆ แต่ละอย่างก็อาจจะมีข้อดีในตัวเอง ที่แตกต่างกันไป และจะทำให้เราพลาดโอกาสในการเรียนรู้ สิ่งที่เราว่าไม่ดีไป ...

ต้องมองว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ

ถ้าเราบอกกับตัวเองหรือธุรกิจ ว่าสำเร็จแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว , มันจะทำให้เราหยุดพัฒนา หยุดขวนขวาย เพราะคิดว่าไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว ... แต่ต้องให้มองว่า ตัวเราหรือธุรกิจ ยังมีสิ่งไหนไหม ที่จะทำให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม ...

มองความผิดพลาด ให้เป็นบทเรียน

เมื่อมองว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แล้ว บางที่เราก็อาจเกิดความผิดผลาดหรือล้มเหลวกันได้ ให้มองว่ามันคือ บทเรียน ที่จะใช่สอนให้เราแกร่งขึ้น แล้วจะทำให้เราไม่กลัวความผิดพลาด และกลายความท้าทายแทน ...

สุดท้าย : การทำธุรกิจสมัยนี้ ถ้าเราหยุดเดิน มันไม่ใช่แค่การอยู่กับที่ (หรือเท่าเดิม) แต่มันคือ การลดอันดับลง ... เพราะคู่แข่งเราเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ และพึ่งลงมาใหม่ เขายังมีแรง ที่จะวิ่งแซงเราได้ แน่นอน ...

Lifelong Learning : ถ้าคิดจะทำธุรกิจ ก็ต้องเรียนรู้ตลอดไป

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter