• MarGetting

Gary Vaynerchuk : นักการตลาดออนไลน์ตัวพ่อ

ถ้าถามถึงนักการตลาดออนไลน์ตัวพ่อ อันดับต้นๆ ในเวลานี้

ก็ต้องเขาคนนี้ " Gary Vee "

Gary Vee คือใคร ?


เขาคือ เจ้าพ่อการตลาดที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่งในวงการตลาด ธุรกิจ และการสื่อสารในสหรัฐ แต่ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักขนาดนี้ รู้หรือไม่ ? เขาเคยผู้ประกอบการขายไวน์เล็กๆ คนหนึ่งมาก่อน ...

แล้วทำไมต้องยกเคสของเขามาเล่า ?


เพราะในการทำธุรกิจช่วงนั้น เป็นยุคเริ่มต้นของสื่อสังคมออนไลน์ และการเกิดขึ้นของตลาด #eCommerce ซึ่งผู้ประกอบการอย่าง Gary ได้มองเห็นโอกาสตรงนี้ ...

และเราต้องการจะสื่อว่า ผู้ประกอบการนี้แหละ ก็คือ นักการตลาด ตัวจริง !!!

#มาร์เก็ตกัน


💭 ประวัติคราวๆของ Gary Vee หรือชื่อจริง คือ Gary Vaynerchuk


ครอบครัวของเขาเป็นชาวรัสเซีย สมัยนั้นยังเป็นสหภาพโซเวียต (ปัจจุบัน คือ ประเทศ Belarus) ครอบครัวเขาต้องการหลีกเลี่ยงเรื่องปัญหาการแบ่งแยกประเทศ ทำให้เขาย้ายมาที่สหรัฐ ตั้งแต่เด็ก


สมัยที่เขาอยู่ช่วง High School ก็ได้เริ่มใช้สกิลของผู้ประกอบการแล้ว โดยการไปรับการ์ดเบสบอลและของเล่น มาขายช่วงวันหยุด สามารถสร้างรายได้ถึง 1,000 $ และตอนอายุ 14 ปี ครอบครัวของเขาก็ได้เริ่มต้นธุรกิจไวน์ขึ้น เขาขอมาช่วยแพ็คน้ำแข็งเพื่อขายในร้าน โดยรับค้างจ้าง 2$ ต่อชั่วโมง แต่เขาได้เห็นกระบวนการทำธุรกิจของพ่อเขาไปแล้ว


และหลังจากที่เขาเรียนจบ ก็ได้มาช่วยธุรกิจไวน์ของที่บ้านเต็มตัว ซึ่งเขาสามารถสร้างผลประกอบการได้อย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่พ่อเขาทำรายได้ 3 ล้านเหรียญ เพิ่มเป็น 60 ล้านเหรียญ 💵 ภายในระยะเวลา 5 ปี ...

โดยใช้กลยุทธ์การตลาด อะไรบ้าง ?


📌 Re-Branding


โดยการเปลี่ยนชื่อร้านค้าจากเดิม คือ Shopper's Discount Liquors ซึ่งภาพลักษณ์ของร้านขายไวน์ ที่ดู Local หรือ Country > เปลี่ยนชื่อเป็น Wine Library ปรับภาพลักษณฑ์ของร้านใหม่ ให้กลายเป็นเหมือนห้องสมุดไวน์ ที่สามารถให้ผู้บริโภคได้ลองชิมไวน์ที่หลากหลาย ผ่านการแนะนำเล่าเรื่องความเป็นมาของไวน์แต่ละแบบโดยพนักงานในร้าน

“ ภาพลักษณ์แบบใหม่ ทำให้ดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และจากการเล่าเรื่องไวน์ ทำให้ลูกค้าเกิดการคล้อยตาม และมองว่าไวน์นี้ราคาคุ้มค่าที่จะซื้อ “

📌 Pricing Strategy


Gary ได้กลับไปดูเรื่องต้นทุน และการจัดการที่พ่อเขาได้ทำ , เขาได้มองเห็นถึงต้นทุนที่สูญเสียไปจากการสั่งวัตถุดิบที่ไม่พอดีกับการขาย ทำให้ค้างสต็อคนาน ส่งผลทำให้ต้นทุนสูง ราคาขายก็สูงตาม ... เขาจึงได้ไปจัดการบริหารสต็อควัตถุดิบใหม่ ทำให้ต้นทุนของสินค้าลดลง และได้ปรับราคาไวน์บางตัวให้ลดลง

" ทำให้ลูกค้าเก่ารู้สึกแฮปปี้ กับราคาใหม่ที่ได้ ยิ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นไปอีก "


📌 การตลาดออนไลน์ Online Marketing


ในช่วงนั้น คือ ยุคเริ่มต้นของสื่อโซเชีลมีเดียอย่าง Facebook และ Youtube ที่กำลังมาแรง เขามองเห็นโอกาสของการประชาสัมพันธ์ในช่องทางนี้ จึงได้ทำการตลาดออนไลน์เพิ่ม โดยการเปิดช่อง Youtube ที่ชื่อว่า Wine Library TV “ โดยนำไวน์แต่ละประเภทมารีวิว ให้ผู้บริโภคได้ดู ซึ่งได้ผลเป็นอย่างมาก วีดีโอได้ถูกพูดถึงและแชร์เป็นจำนวนมาก


📌 เพิ่มการขายผ่าน E-Commerce


เมื่อเข้าได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์แล้ว เขาก็รู้ว่าถ้าผู้บริโภคที่เห็นสื่อแล้ว ต้องการที่จะซื้อไวน์เลย จะทำอย่างไร ? โดยไม่ต้องมาที่หน้าร้าน เขาจึงได้เปิดช่องทางการขายออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ตัวเองขึ้นมา ที่ชื่อ Winelibrary.com เพื่อรองรับลูกค้าอีกช่องทางหนึ่ง ทำให้ยอดขายก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลา 5 ปี


แต่สุดท้าย เมื่อธุรกิจไวน์ของที่บ้านเติบโต และดำเนินกิจการได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาจึงหันมาเปิดบริษัทเอเจนซี่ ชื่อ VaynerMedia โดยร่วมกันกับน้องชาย ในปี 2009 ด้วยการมาแชร์เรื่องราวการทำธุรกิจ การทำการตลาดออนไลน์ของเขา ถึงขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น PepsiCo, GE, Johnson and Johnson ฯ ก็ได้จ้างให้เขาเป็นที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ รวมถึงการได้ไปพูดให้กับหลายๆรายการ จนมีชื่อเสียง และกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจ การตลาด คนหนึ่งในสหรัฐ ในตอนนี้ ...

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก Gary คือ


📌 ความเป็นตัวของตัวเอง

ถ้าใครพึ่งติดตามเขา ก็คงเห็นว่า เขาชอบพูดจาแบบขวานผ่าซาก (พูดสบถ-หยาบ) แต่เขาเป็นแบบนี้ มาตั้งแต่ตอนรีวิวขายไวน์แล้ว ซึ่งมันเป็น character (ตัวตนของเขา) ที่บ่งบอกว่านี้แหละ คือ Gary และคนก็จดจำภาพของเขาไปแล้ว

" ถึงแม้คุณจะเปลี่ยนธุรกิจ แต่ความเป็นตัวตนของเราจะต้องไม่เปลี่ยนตาม เพราะสิ่งนี้แหละ คือ DNA ของเรา และจะไม่มีใครมาเลียนแบบเราได้ "


📌 มุมมองที่ไม่เหมือนใคร


อันนี้แหละ คือ สิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ธุรกิจหรือการตลาดของเรา แตกต่างจากคนอื่น

ถ้าพูดเรื่องเครื่องมือทางการตลาด ทุกคนก็สามารถเข้าถึงได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ มุมมองในการสื่อสาร และวิสัยทัศน์ของเจ้าของมากกว่า ที่จะมองเห็นภาพว่าธุรกิจเราควรจะเดินไปทางไหน

ถ้าเป็นย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีคนชวนให้ไปเปิดร้านค้าออนไลน์ เราก็คงไม่แน่ใจ... จะขายได้หรอ ? จะมีใครซื้อ ? นี้แหละ คือ มุมมองของคนทั่วไป


แต่ Gary กับเห็นว่าเป็นโอกาส ที่ยังไม่มีใครทำและเขาได้เริ่มมันก่อน และเริ่มมันอย่างรอบคอบด้วยการประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่าน Youtube ก่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้า แล้วถึงจะเปิดเป็น E-Commerce รองรับความต้องการซื้อนั้นเอง ...


📌 การเอาใจใส่


อย่างแรก เราจะต้องเอาใจใส่ในลูกค้า คือ การนำสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดมอบให้แก่ลูกค้า หรือการมอบความจริงใจให้กับลูกค้า เช่น การรีวิวไวน์ของ Gary ได้บอกและเล่าถึงรสชาติที่แท้จริง ที่เขาสัมผัสได้อย่างตรงไปตรงมา (ซึ่งก็มีเหล่า Specialist ด้านไวน์ ได้ออกมาวิภาควิจารณ์ ในการรีวิวไวน์ของเขา ว่ามันผิดหลักการดื่มไวน์) แต่จุดประสงค์ของเขา ทำเพื่อต้องการบอกความจริง เสมือนเขาคือ ลูกค้าทั่วไปที่ไม่ได้เป็น Expert ด้านไวน์ แต่อยากดื่มไวน์ ...

อย่างที่สอง คือ การเอาใจใส่ธุรกิจ คือ เราต้องพยายามพัฒนา ปรับปรุง และเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อมาเติมเต็มให้กับธุรกิจเสมอ เพราะกลุยทธ์การตลาดแบบนี้ อาจจะใช้ได้แค่ตอนนี้ อนาคตอีก 10 ปี อาจใช้ไม่ได้ ทำให้เราจะต้องเอาใจใส่และเรียนรู้มันไปอยู่ตลอด ...

💬 ดั่ง Gary’s Quote ที่ว่า

The Best Marketing Strategy ever : CARE
กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุด คือ การเอาใจใส่และส่งมอบสิ่งที่ดีให้กับลูกค้า

Ref. https://www.garyvaynerchuk.com/biography

https://en.wikipedia.org/wiki/Gary_Vaynerchuk

https://www.inc.com/candice-galek/gary-vaynerchuk-reveals-the-skill-that-made-him-millions-and-that-anyone-can-lea.html

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter