• MarGetting

GIG Economy การทำงานหลายทางของคนยุคใหม่

การทำงานยุคใหม่ ของคนสมัยใหม่ ที่ต้องการหารายได้หลายช่องทาง หลายรูปแบบ 

GIG Economy คืออะไร แล้วเราจะไปด้วยกันไหม ? มาร์หาคำตอบได้ที่นี้ ... 


GIG นั้นที่นี้ หมายถึง การทำงาน (เป็นคำศัพท์แสลง) ส่วน Economy หมายถึง ระบบเศรษฐกิจ รวมกันแล้ว GIG Economy จึงแปลความได้ว่า การทำงานหลายๆรูปแบบ หลายๆทาง ซึ่งทำให้เกิดระบบการเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้นมา  


โดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ (จากกรุงเทพธุรกิจ) ได้ให้ความหมายของคำว่า GIG Economy คือ ระบบเศรษฐกิจที่ผู้ทำงานรับงานเป็นครั้งๆ ตามความต้องการ (on demand) หมายถึง ทำแบบชั่วคราวไม่เต็มเวลา และมีความเป็นอิสระ ทำงานตามความสมัครใจ โดยจะไม่เหมือนการทำงานแบบดั้งเดิมของการเป็นลูกจ้างบริษัท 


ตัวอย่างเช่น พี่วินเมอร์เตอร์ไซต์ ทำงานขับรถส่งเด็กนักเรียน ในช่วงเช้าและเย็น, ส่วนช่วงบ่าย ก็มารับจ็อบเสริม ด้วยการเป็นพนักงานส่งของให้กับ Grab Bike / หรือ พนักงานบริษัทเอกชน ทำงานประจำวันจันทร์-ศุกร์  ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เป็นไกด์พานักท่องเที่ยวทัวร์ และเปิดบ้านตัวเองเป็นที่ให้เช่าพักกับ Airbnb

จะเห็นว่าเป็นการทำงานแบบผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็น Full-Time / Par-Time / Contact / Freelance หรือรูปแบบอื่นๆ มารวมกัน  


GIG Economy มีมานานรึยัง ?

จริงๆผมว่า รูปแบบการทำงานหลายๆทางแบบนี้ น่าจะมีมานานแล้ว เช่น สมัยก่อนคุณย่าผม ตอนเช้าท่านมาเปิดร้านกาแฟ-ขายของชำ พอช่วงบ่ายหน่อย ไม่ค่อยมีลูกค้า ท่านก็ไปรับเรียงเบอร์จากกองสลากมาปล่อยต่อ และตอนเย็นก็มาเปิดตู้ไอติมขายให้เด็กเลิกเรียน และตอนค่ำก็มาทำโต๊ะแชร์ (55) 

แต่เนื่องด้วยสมัยนี้ ความพร้อมของเทคโนโลยี ทำให้มีระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ มีแบบแผนรองรับการทำงานที่ช่วยให้เราทำงานได้หลายช่องทางง่ายมากขึ้น + บวกกับลักษณะของคนยุคใหม่ ที่ไม่ชอบระเบียบการทำงานที่ตายตัว การทำงานต้องสามารถยืดหยุ่นได้ และมีมุมมองในการใช้ชีวิตที่สมดุล จึงทำให้เกิดการทำงานในรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น


GIG Economy มีแนวโน้มอย่างไร ?

ในประเทศอังกฤษ ได้มีคนที่ทำงานหลายช่องทาง หลายรูปแบบ (GIG Workforces) สูงถึง 5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 15.6 % ของคนทำงานประจำ (Full-Time) และทำงานบางเวลา (Part-Time) ซึ่งมีทั้งหมด 32 ล้านคน (According to mckinsey global institute)

ส่วนในประเทศอเมริกา มีคนที่ทำงานแบบ Freelance จำนวน 53 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 34% ของตลาดแรงงานในประเทศทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 

- Independent Contractors (40%) จำนวน 21.1 ล้านคน (คือ การว่าจ้างแบบส่วนตัว รูปแบบสัญญาหรือโปรเจค มีเวลาสิ้นสุด ชัดเจน)

- Moonlighters (27%) จำนวน 14.3 ล้านคน (คือ ผู้ที่มีงานประจำอยู่แล้ว แต่มาทำงานฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม)

- Diversified Workers (18%) จำนวน 9.3 ล้านคน (คือ ผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำเลย แต่ทำ Part Time หลายๆที่รวมกัน )

- Temporary Workers (10%) จำนวน 5.5 ล้านคน (คือ ผู้ที่ทำงานที่เป็นแบบสัญญาจ้างชั่วคราว และทำงานอื่นเสริม)

- Freelance Business Owners (5%) จำนวน 2.8 ล้านคน (คือ ผู้ที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้ว แต่ก็จ้างฟรีแลนซ์คนอื่นมาช่วยทำงาน หรือทำงานแทนตัวเอง)


โดยรูปแบบการจ้างแบบ GIG Workforces ในอเมริกา มีระบบเศรษฐกิจที่ใช้ในการจ้างงานสูงถึง 715 ล้านเหรียญต่อปีเลยทีเดียว และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ (According to forbes.com, usnew.com)

สำหรับในประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยงานใดที่ออกมาระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการ ว่าตลาดคนที่ทำงาน Freelance หรือ GIG Worker มีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ เนื่องจากการทำงานแบบนี้ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นการทำงานนอกระบบของตลาดแรงงานอยู่ 

ซึ่งข้อดีของการเป็น GIG

1. เพิ่มรายได้ หลายๆช่องทาง และสามารถเลือกงานได้ 2. เราสามารถจัดการ บริหารเวลาได้เอง ตามความสะดวก 3. เราสามารถเลือกทำงานตามความชอบ ตามความถนัดของเราได้


สุดท้าย ผมมีที่แนะนำ หากใครที่กำลังสนใจการทำงานในยุค GIG Economy ทั้งการจ้างงานฟรีแลนซ์มืออาชีพ ที่จะมาช่วยงานธุรกิจของคุณ หรือต้องการสมัครเป็นฟรีแลนซ์ หารายได้เพิ่ม ลองเข้าไปดูได้ที่> Fastwork.co แหล่งรวมฟรีแลนซ์คุณภาพ อันดับหนึ่งของไทย ที่มีฟรีแลนซ์กว่า 5,000 คน คอยให้บริการงานกว่า 50 หมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบโลโก้ ออกแบบแพคเกจจิ้ง การทำการตลาดออนไลน์ ฯ มีงานครบจบในที่เดียวแบบนี้ เหมาะกับคนทำธุรกิจยุคใหม่จริงๆ ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter