• MarGetting

การวิเคราะห์คุณภาพของรูป ใน IG วัดได้จาก Instagram Engagement Rate

การทำการตลาดผ่าน Instagram กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับสินค้าและบริการ ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นวัยทำงานและวัยรุ่น อีกทั้ง Instagram ยังเป็น Social Media ที่ตอนนี้ ยังมีอัตราการมองเห็นโพส(รูปภาพ)ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับ Facebook ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง ...


แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ? รูปภาพที่เราทำมา ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ติดตามได้อย่างแท้จริง ...

ก็ต้องหาตัวชี้วัดผลด้านคุณภาพของเนื้อหารูปภาพ นั่นก็คือ #Engagement Rate หรือ อัตราการมีส่วนรวม


แต่การหา Engagement Rate ของ Instagram จะแตกต่างจากการคำนวนของ Facebook เพราะเนื่องจากตัววัดผล และการรายงานไม่เหมือนกัน นั่นเอง ... มาร์ดูกัน ...

จากรูป สามารถแบ่งการคำนวณได้เป็น 3 วิธี (ซึ่งผลของแต่ละวิธีที่ได้ จะนำไปใช้เปรียบเทียบแตกต่างกัน)


📌 สูตรที่ 1 : ใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์ หรือธุรกิจ

โดยการนำยอด Like และ Comment มาหารกับยอด Followers ของ Account โดยตรง ก็จะได้เป็น % ของการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ จากจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด

สูตรนี้จึงเหมาะกับการใช้ประเมิน เปรียบเทียบกับคนอื่น คู่แข่ง (ที่อยู่ในอุตสหกรรม หรือธุรกิจเดียวกัน)


📌 สูตรที่ 2 : ใช้ในการเปรียบเทียบระหว่าง Platforms (Social Media)

ซึ่งค่าที่ได้นี้ พอที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ Facebook Engagement Rate* คราวๆได้


เช่น การโพสรูปภาพ-เนื้อหาอย่างเดียวกัน , การโพสผ่าน Facebook หรือ Instagram ช่องทางไหน มี % ของการมีส่วนรวมมากกว่ากัน ก็สามารถเปรียบเทียบได้จากสูตรนี้ ... (*ใช้ประเมิน พอคราวๆได้ แต่ไม่ 100% เพราะค่าตัวแปรของแต่ละ Platform และ Algorithm ไม่เหมือนกัน)


📌 สูตรที่ 3 : ใช้ในการเปรียบเทียบแต่ละรูปภาพของตัวเอง เพื่อหาค่ามาตรฐานของตัวเอง และนำไปพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น หรือใช้เป็นการวัด #Brand Awareness ได้

แต่สูตรนี้ Total Engagement จะรวมยอด Save รูปเข้ามาด้วย เพื่อนำค่าความสนใจของผู้ที่ชื่นชอบรูปมาคำนวณด้วย

ตัวอย่างเช่น : Kim Kardashian เซเลบสาวคนดัง ที่มียอดผู้ติดตาม ถึง 145 ล้าน followers มีค่าเฉลี่ยของอัตราการมีส่วนส่วน (Engagement Rate) อยู่ราว 1.5-2% ต่อรูป ทำให้เขารู้ว่า ถ้ารูปไหนทำ Engagement Rate ได้เกิน 2% ซึ่งเกินค่ามาตรฐานของเขา แสดงว่า คนนิยมให้ความสนใจ รูปแนวนั้นมาก ...


ซึ่งตัวเลขที่ 1-2% เป็นค่าปกติ ของการคำนวณจากสูตรที่ 1 เพราะถ้ายิ่งมีฐานผู้ติดตามเยอะ (ยอด Follower สูง) ค่า Engagement Rate จะต่ำลง สวนทางกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีสูตรที่ 2 และ 3 มาใช้ในการวิเคราะห์เฉพาะตัวเองด้วย ซึ่งค่า Engagement Rate ที่ได้ จะมากกว่าสูตรที่ 1 แน่นอน ...


ข้อมูลจาก : https://phlanx.com/engagement-calculator (เว็ปนี้เขามีโปรแกรมคำนวน Engagement Rate ให้เสร็จด้วย ลองไปเล่นกันได้)

การคำนวนที่เป็นมาตรฐานที่สุด คือ " หาค่าเฉลี่ย "


ถ้าเรานำตัวเลขข้อมูล จากโพสเดียวมาเข้าสูตร อาจจะเกิดความผันผวนของ %มาก เพราะบางช่วงเวลา หรือบางโมเมนต์ อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมของคนเล่น IG ที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงแนะนำให้หาค่าเฉลี่ยก่อน


เช่น การนำยอด #Like และ #Comments จากหลายๆรูปรวมกัน หรือ การนำตัวเลขจากโพสทั้งหมด ของ 7 วันล่าสุดมารวมกัน และหารด้วยจำนวนรูปที่ใช้ แล้วค่อยนำไปเข้าสูตร ก็จะได้ค่าที่เที่ยงตรงมากกว่า ...


แต่สุดท้าย ไม่ใช่แค่ รูปภาพ อย่างเดียวที่จะดึงดูดผู้บริโภค แต่การใส่ Caption ที่ดี หรือโดยเฉพาะ #Hashtag ก็มีผลอย่างมาก ที่จะทำให้เกิดอัตราการมองเห็นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะ Instagram มีการ feed รูปภาพที่เกี่ยวข้องกับ hashtag ที่เราใส่ในโพส ทำให้รูปนั้นมีโอกาสให้คนอื่น ที่ไม่ใช่ follower เห็นได้ ฉะนั้น อย่าลืมใส่ hashtag ในโพสนะครับ ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter