• MarGetting

ควรวัดผลแบบไหนดี KPI หรือ OKR

ในการดำเนินงาน หรือการกลยุทธ์ ทุกอย่าง ต้องมีเป้าหมาย และพยายามทำให้สำเร็จตามสิ่งที่ตั้งไว้ แต่ว่า การดำเนินงานอย่างเดียว ไม่อาจทราบได้ว่าสิ่งที่ทำ สำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ถ้าขาดการประเมิน

ดังนั้น เราจึงต้องมีการวัดผล หรือประเมินผล เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผล ในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 


ซึ่งในด้านการตลาด สิ่งที่ใช้ในการวัดผล  เช่น ยอดขาย , จำนวนลูกค้าใหม่ , ยอดสั่งซื้อ , ยอดสมัครสมาชิก , ทัศนคติต่อแบรนด์สินค้า , การรับรู้ของผู้บริโภค เป็นต้น

โดยรูปแบบของการวัดผล ก็มีหลายแบบ ได้แก่ KPI (Key Performance Indicator) , BSC (Balanced Scorecard) , MBO (Management by Objective) และ OKR (Objective Key Result)


แต่องค์กรส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุด ก็คือ KPI ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีทั้ง ข้อดีและข้อด้อย ทำให้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา การวัดผลเริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับ รูปแบบองค์กรและการดำเนินงาน จึงมีการวัดผลแบบใหม่ขึ้นมาที่ชื่อ OKR ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมใช้กันเพิ่มมากขึ้นในเหล่าธุรกิจ Startup และ SME

โพสนี้เราเลยเอารูปแบบการวัดผลแบบดั้งเดิม (KPI) มาเปรียบเทียบกับการวัดผลแบบใหม่ (OKR) ว่ามีข้อดี ข้อจำกัดอย่างไรบ้าง


ในส่วนข้อดี (ดูได้ตามรูปเลย) 

(ส่วนที่จะเล่าเพิ่มเติม คือ ข้อด้อย นะครับ)


KPI - Key Performance Indicator


จากการวัดผลแบบเดิม เริ่มมีการถกเถียงกันว่า KPI เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดผลเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แบบยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เพราะ KPI เน้นการสร้างระบบ และให้ความสำคัญที่ตัว Key or Indicator 

อีกทั้งยังมีกรณีศึกษาว่า KPI ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น เกิดแค่ช่วงระยะเวลาที่มีการวัดผลเท่านั้น และเกิดเฉพาะบางหน่วยการทำงาน แต่ไม่ทำให้ภาพรวมขององค์กร บรรลุผลเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น


ข้อผิดผลาดของการวัดผลแบบ KPI (แบบเดิม)


1. การให้พนักงาน ผู้ที่ต้องถูกวัดผล เป็นคนกำหนดวัตถุประสงค์ (นี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะผู้ที่ถูกวัดผล มักจะตั้งวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับที่ตนเองทำได้)

2. การตั้งวัตถุประสงค์ที่ผิด (โดยส่วนมากจะเน้นวัดผลที่ Output อย่างเดียว คือ บรรลุตามผลงานที่สำเร็จ หรือตามกระบวนการที่ครบถ้วน , แต่ที่ถูกต้องวัดผลที่ Input เทียบกับ Output คือ การใช้พนักงานที่มีประสิทธิภาพที่ดี ส่งผลให้บรรลุผลตามเป้าหมาย ได้สินค้าที่มีคุณเพิ่มขึ้น)

3. ตัวชี้วัดที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการวัดผลที่เป็นนามธรรม (เช่น การวัดว่าพนักงานมีความสุขกับการทำงานมากน้อยแค่ไหน ? อันนี้เราจะต้องสร้างตัวชี้วัด โดยการปรับจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมก่อน เช่น BSC การสร้างตารางให้คะแนนด้านต่างๆ เพื่อบอกเป็นตัวเลข แล้วค่อยปรับตัวเลขกลับมานามธรรม) 

4. สุดท้าย คือ การดำเนินงานที่ค่อนข้างใช้เวลานาน  


OKR - Objective Key Result


จากข้อจำกัดของ KPI ส่งผลให้เกิดการวัดผลแบบใหม่เกิดขึ้น ก็คือ OKR เพราะเนื่องจากองค์ที่มีขนาดเล็ก และต้องการความรวดเร็วในการดำเนินงาน การวัดผลแบบ KPI อาจทำได้ยาก และไม่เหมาะสม OKR จึงสร้างมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้


แต่ข้อจำกัดของการวัดผลแบบ #OKR ก็มี


1. ไม่สามารถนำมาระบบหรือวิธีการ มาใช้ด้วยกันได้ทุกคน เพราะพนักงานแต่ละคน หรือหน่วยงานแต่ละที่จะมีวิธีการส่วนตัว ที่แตกต่างกันออกไป (อยากที่บอกว่า ไม่เน้นวิธีการ เน้นแต่ผลลัพธ์)

2. กรณีที่ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ก็ไม่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ว่าเกิดขึ้นจากจุดไหน

3. จะเหมาะกับองค์ที่ขนาดไม่ใหญ่ หรือใช้ได้เฉพาะกลยุทธ์เล็กๆ และต้องยอมรับความผิดพลาดที่ไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ 


ฉะนั้น จะเห็นว่ารูปแบบการวัดผลแต่ละอย่าง ก็จะมีข้อดี ข้อด้อย ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรเรา จะเอามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการทำงานได้อย่างไร ต่างหาก เพราะสุดท้าย ถ้าวัดผลแล้ว ไม่เอาผลข้อมูล ที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ การวัดผลนั้น ก็จะเปล่าประโยชน์ครับ

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter