• MarGetting

แนวคิดการกำหนด PoP และ PoD ให้กับสินค้า เหมือนได้ แต่ต้องต่างให้เป็น

สินค้าในท้องตลาด ทั้งที่เป็นสินค้าอย่างเดียวกัน

แต่จริงๆ มันมีสิ่งที่ผู้ผลิต คิดออกมาให้สินค้านั้น แตกต่างกัน ...


เพราะการที่เข้ามาในตลาดที่หลังนั้น เราจะต้องหาจุดที่ทำให้แตกต่างกว่าสินค้าที่วางอยู่แล้ว

ในทางการตลาด เรียกแนวคิดนี้ว่า #PoP และ #PoD ...

มาร์เก็ตกัน ...


PoP ย่อมาจาก Points of Parity

คือ จุดที่สินค้ามีเหมือนกัน หรือจุดที่สินค้าจำเป็นต้องมี เลยทำให้สินค้าเราเหมือนกับคนอื่นได้ อะไรบ้าง ที่สินค้าเราพอที่จะมีเหมือนกันได้ เช่น คุณค่าของสินค้า (Product Value)

รูปแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging)

มาตรฐานสินค้า (Standard)

ขนาด ปริมาณ (Volume)

ราคา (Price) ฯ


PoP ย่อมาจาก Points of Difference

คือ จุดที่ทำให้สินค้ามีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับสินค้าของคนอื่น

อะไรบ้าง ที่จะทำให้สินค้าเรามีความแตกต่างจากคนอื่น เช่น คุณค่าพิเศษ คุณประโยชน์เฉพาะ (Uniqe Value)

แบรนด์และภาพลักษณ์สินค้า

การบริการและประสบการณ์ที่ให้ลูกค้า

คุณภาพของสินค้า (Quality)

ราคา (Price) ฯ

จากตัวอย่าง (ในรูปภาพ)

สินค้าเป็น Energy Drink เหมือนกัน มีบางอย่างคล้ายกัน แต่ก็มีจุดที่ผู้ผลิตใช้ในการแข่งขัน ทำการตลาดที่แตกต่างกัน ...


PoP & PoD ต้องกำหนดตอนไหน ?

จริงๆแล้ว PoP และ PoD เป็นขั้นตอนแรกๆที่ต้องกำหนดก่อนการสร้างแบรนด์หรือสินค้า เพราะจะเป็นการวางจุดยืน Concept และเป็นการหาความแตกต่างให้กับแบรนด์เรา ฉะนั้น ควรจะต้องกำหนดก่อนที่จะนำสินค้าลงสู่ตลาด ...


แล้วถ้าวางขายสินค้าแล้วละ จะทำอย่างไร ? (เรามีทริคให้)

วิธีการ คือ

  1. ให้เราไปสำรวจตลาดก่อนว่า สินค้าที่เราทำ มีคนอื่นทำอยู่แล้วหรือไม่ ? หรือแบรนด์ไหนที่เป็นคู่แข่ง ที่ผู้บริโภคชอบเปรียบเทียบกับของเรา ?

  2. จากนั้นให้เราวิเคราะห์รายละเอียด ข้อมูลของสินค้าเขา ออกมาเป็นข้อๆ และก็ทำของสินค้าเราด้วย

  3. ถ้ามีข้อไหนที่ตรงกัน มีทั้งของเราและเขา แสดงว่า นั้นแหละ คือ PoP (จุดที่มีเหมือนกัน คล้ายกัน ให้ขีดทิ้งไป) เช่น บรรจุภัณฑ์คล้ายกัน , น้ำหนักเท่ากัน , คุณประโยชน์เหมือนกัน ... (ซึ่งไม่ผิดนะ ถ้าสินค้าจะมีบางสิ่งเหมือนกันได้)

  4. ต่อมา ให้มาดูในลิสฝั่งของเรา ถ้าเหลือข้อไหน แสดงว่า จุดนั้นแหละ คือ PoD (จุดที่เรามี แต่เขาไม่มี เป็นจุดที่ทำให้สินค้าแตกต่างกัน) เช่น ราคาแตกต่างกันอย่างชัดเจน , หรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีกว่า เร็วกว่า เป็นต้น

  5. ให้เรานำสิ่งที่เป็น PoD นี้แหละ เอามาเน้นทำการสื่อสารทางการตลาดต่อไป ก็จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ได้ถึงความชัดเจน ความแตกต่างที่เรามี และหาไม่ได้จากสินค้าเจ้าอื่น ...


การนำไปใช้ประโยชน์ทางการตลาดที่ให้ได้ชัด


เช่น ผลิตภัณฑ์ครีม เซรั่ม ที่ออกมาใหม่ เขาไม่ได้ไปเน้นการสื่อสารเรื่องคุณประโยชน์มาก เพราะเจ้าไหนๆ ก็แก้ปัญหา เรื่องความขาว ความอ่อนเยาว์เหมือนกัน , แต่กลับไปเน้นการสื่อสารที่วัตถุดิบ ที่หาได้ยาก ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ที่คนอื่นไม่มี ... นี้แหละ คือสิ่งที่ PoD ถูกนำมาถ่ายทอด เพื่อทำให้สินค้าเขาแตกต่างจากคนอื่น ...

สุดท้าย

สิ่งที่เป็น PoP และ PoD ของแต่ละสินค้าหรือธุรกิจ อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ตายตัว

อย่างเช่น ด้านราคา (Price) ;

อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องมีราคาเท่ากัน (PoP) ในสินค้าประเภทหนึ่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป (มาม่า = ไวไว = ยำยำ)

แต่ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้แตกต่างกัน (PoD)ในสินค้าอีกประเภทได้ เช่น ช็อคโกแล็ตแท่ง (Hershey’s / Toblerone / คิทแคท / ไมโล)

ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ปัจจัยภายนอก และการนำไปเปรียบเทียบ นั่นเอง ...

Also Sponsored In

© 2020 MarGetting. Proudly created by MarGetter